70 ปี แห่งความสำเร็จของเมอร์เซเดส-เบนซ์ เครื่องยนต์ดีเซล
 
 
• ปี 1935 เมอร์เซเดส-เบนซ์ ผลิตรถซีดานเครื่องยนต์ดีเซล เป็นคันแรกของโลก
• ปี 1978 เมอร์เซเดส-เบนซ์ผลิตรถซีดาน ดีเซลเทอร์โบ เป็นคันแรกของโลก
• ปี 1985 เมอร์เซเดส-เบนซ์ นำเสนอระบบกรองอากาศเสียเป็นครั้งแรก
• ปี 1997 เมอร์เซเดส-เบนซ์นำรถสู่สายการผลิตด้วยเทคโนโลยี CDI เป็นครั้งแรก
• ปี 2005 เปิดตัวเทคโนโลยี รุ่นที่ 3 ของเครื่องยนต์ common rail
 
ทั้งในอดีตและในอนาคต เครื่องยนต์ดีเซลสำหรับรถซีดาน ล้วนมีความเกี่ยวพันธ์ กับ รถยนต์ยี่ห้อ เมอร์เซเดส จากการพัฒนาที่ประสบความสำเร็จในการประกอบรถซีดานเครื่องยนต์ดีเซล รุ่นแรกของโลก ในปี 1934 เมอร์เซเดส-เบนซ์ จึงเป็นผู้เปิดประตูสู่โลกแห่งการขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยียุคใหม่
 
70 ปีที่ผ่านมานับตั้งแต่รถเครื่องยนต์ดีเซลรุ่นแรกของโลกเข้าสู่สายการผลิต รถจำนวน 170 คันแรกใช้เป็นรถแท็กซี่ในปี 1935 ซึ่งต่อมามีการเปิดตัวรถยนต์นั่งส่วนบุคคลอย่างเป็นทางการครั้งแรกคือรุ่น 260 D ในงานเบอร์ลินมอร์เตอร์โชว์ในปี 1936 ทั้งนี้ จากนั้นบริษัทในฐานะผู้บุกเบิกเทคโนโลยีใหม่ ๆ ได้พัฒนาเครื่องยนต์ดีเซล ทีมวิศวกรเมอร์เซเดสได้คิดค้นเครื่องยนต์ดีเซล 5 สูบขึ้นเป็นครั้งแรกของโลก พร้อมเตรียมเครื่องยนต์เทอร์โบดีเซลเข้าสู่สายการผลิต ทำให้มีรถนั่งส่วนบุคคลเครื่องยนต์ดีเซลที่มีประสิทธิภาพของเทคโนโลยี CDI เมอร์เซเดส-เบนซ์ จึงเป็นผู้นำที่มีบทบาทสำคัญในการลดมลภาวะจากไอเสียรถยนต์
 
กว่า 40 ปีที่ผ่านมา จากการผลิตรถยนต์ดีเซล เรื่อยมาจนถึงจุดพิชิตความสมบูรณ์แบบ ทีมวิศวกรผู้ชาญฉลาด ก็ได้ทุ่มเท แก้ไขปรับปรุง แม้จะเพียงจุดเล็กจุดน้อย เพื่อให้เกิดความลงตัวในระบบการขับเคลื่อน ที่จะใช้ในรถซีดานให้มากที่สุด Mr. Rudolf Diesel ได้จดสิทธิบัตรเครื่องยนต์ดีเซลเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 1892 เครื่องยนต์ดีเซลมีคุณสมบัติที่น่าสนใจ คือลูกสูบเลื่อนอัดอากาศแน่น จนเกิดความร้อน เพียงพอที่จะเผาไหม้นำมัน โดยปราศจากตัวช่วยใดๆ ซึ่งเครื่องยนต์นี้พิสูจน์ให้เห็นถึง ประสิทธิภาพที่เหนือกว่า และประหยัดกว่าระบบขับเคลื่อนใดๆ
เครื่องยนต์ต้นแบบเครื่องแรก ถูกใช้งานในปี 1895 แต่ต้องเผชิญกับปัญหาในเรื่องของน้ำหนักมหาศาลถึง 4.5 ตัน ซึ่งเพลาหมุนได้เพียง 850 รอบ ต่อนาที ให้ค่าการเผาไหม้ต่ำ แต่เครื่องยนต์เดินเรียบ เป็นผลให้เครื่องยนต์ดีเซลในยุคแรก จึงเหมาะสำหรับเครื่องจักรที่ติดตั้งอยู่กับที่ หรือเฉพาะสำหรับการขับเคลื่อนเรือเท่านั้น
 
ในความเป็นจริง เครื่องยนต์ดีเซลไม่ได้ถูกใช้ในเครื่องจักรกลที่เคลื่อนย้ายได้ จนกระทั่งปี 1922 เครื่องดีเซล เบนซ์ ขนาดเล็ก ถูกนำมาใช้ในรถกวาดหิมะ หรือรถไถ ผู้บริหารของเดมเลอร์มอร์ทัวร์เรน เกเซลชาฟท์ในสมัยนั้นได้มองเห็นถึง ศักยภาพ หากมีการพัฒนาปรับปรุงเพื่อให้เหมาะกับความต้องการใช้งาน นี่คือ เหตุผลว่าทำไม รถที่ขับเคลื่อนบนท้องถนน โดยใช้เครื่องยนต์ดีเซลคันแรกของโลก จึงเป็นรถเพื่อการพาณิชย์ ซึ่งได้เปิดตัวเมื่อเดือนตุลาคม 1923
 
 
เครื่องยนต์ดีเซล ยังไม่เหมาะกับรถซีดาน
การปรากฏตัวครั้งแรกของเครื่องยนต์ดีเซล ยังรับได้หรือยอมรับได้ เฉพาะในรถบรรทุกเท่านั้น ซึ่งก็เป็นความคิดเห็นที่ตรงกันระหว่างทีมวิศวกรออกแบบเครื่องยนต์ของเมอร์เซเดสและทีมบริหารของบริษัทเดมเลอร์-เบนซ์ เอจี ซึ่งเป็นบริษัทร่วมกิจการกันในปี 1926 แต่ในอีกด้านหนึ่ง ทุกคนต่างมั่นใจ ในข้อได้เปรียบของเครื่องดีเซล ที่ให้อัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงต่ำ มีอายุการใช้งานยืนนาน ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้ เป็นเหตุผลสำคัญ ที่จะนำมาพัฒนาต่อเนื่องสำหรับรถซีดาน
 
ในฐานะผู้นำตลาดรถยนต์เดมเลอร์-เบนซ์ จึงคาดหวังที่จะต้องออกแบบ ปรับปรุงเครื่องยนต์ใหม่ ด้วยเหตุผลที่จะดึงดูดและทำให้ลูกค้าพึงพอใจ ซึ่งรถซีดานเครื่องดีเซลจะต้องให้พละกำลัง ความเร็ว การขับขี่สบาย และประสิทธิภาพสูง ที่ใกล้เคียงกับเครื่องเบนซิน
 
แต่อุปสรรคปัญหาที่ยากยิ่งคือ น้ำหนักอันมหาศาลของเครื่องยนต์ ซึ่งรวมถึงแรงอัดอากาศสำหรับฉีดเชื้อเพลิง เข้าไปในห้องเผาไหม้ วิศวกรจึงคิดค้นใหม่ ปล่อยให้ดีเซลค่อยๆ เผาไหม้ โดยใช้วิธีการปล่อยเข้าห้องช่วยก่อน ซึ่งวิศวกรเยอรมัน Mr.Prosper L’Orange ได้พัฒนามาก่อนหน้านี้แล้วหลายปี ให้กับบริษัท Benz & Cie โดยขบวนการนี้ปล่อยให้บางส่วนของดีเซลค่อยๆ เผาไหม้ในห้องช่วยก่อน จนเกิดแรงอัดสูง เพื่อให้อณูเล็กๆ กระจายทั่วทุกทิศทาง ในห้องเผาไหม้ ปฎิกิริยานี้ไม่เพียงแต่จะทำให้เกิดแรงดันอากาศมหาศาลขึ้นเท่านั้น แต่ยังทำให้เกิดขบวนการเผาไหม้ระเบิด 2 ขั้นตอน ซึ่งมีผลให้การระเบิดไม่รุนแรงนัก จึงทำให้เครื่องยนต์เดินรียบขึ้น และค่าไอเสียลดน้อยลง
 
จากการทดสอบครั้งแรก ชิ้นส่วนเคลื่อนที่ที่มีขนาดใหญ่ ทำให้เกิดการสั่นสะเทือนสูง ในการหมุนที่มีความเร็วรอบมากกว่า 3000 รอบ/นาที ซึ่งก็คือ ต้นแบบเครื่องยนต์ 3 สูบ และดัดแปลงต่อมาเป็น 3.8 ลิตร 6 สูบ 61 กิโลวัตต์/82 แรงม้าที่ 2800 รอบ การดัดแปลงเครื่องยนต์นี้ เป็นไปด้วยเหตุผลในเชิงบวก แต่ก็ต้องผิดหวัง ซึ่งหลังจากได้นำเครื่องยนต์นี้ไปติดตั้งใน ตัวถังเบนซ์ รุ่น มานฮาม (Mannheim) ทำให้ทราบว่า ตัวถังไม่สัมพันธ์กันกับพละกำลังการขับของเครื่องยนต์
 
จากการค้นคว้า สำรวจหา วิธีในการแก้ไขปัญหา เป็นเวลานาน จนเมื่อมีการลดจำนวนลูกสูบจาก 6 สูบ เป็น 4 สูบ ในเดือนพฤศจิกายน 1934 เมอร์เซเดส เบนซ์ จึงประสบความสำเร็จในการทดสอบของเครื่องยนต์ใหม่ คือ เครื่อง 4 สูบ OM138 ความจุกระบอกสูบ 2.5 ลิตร 33 กิโลวัตต์/45 แรงม้า ด้วยพละกำลังที่มากกว่าเครื่องเดิม
 
เมอร์เซเดส เบนซ์ เปิดตัวรถซีดาน เครื่องยนต์ดีเซล เป็นครั้งแรกของโลก
ในที่สุดวันที่รอคอยก็มาถึง รถซีดาน เครื่องยนต์ดีเซลรุ่นแรกของโลก ได้เข้าสู่สายการผลิตในปี 1935 เป็นผลสำเร็จ 44 ปีหลังจากเครื่องยนต์ดีเซลถือกำเนิดขึ้น และ 50 ปีหลังจากมีการผลิตรถยนต์ เดมเลอร์-เบนซ์ จึงได้เปิดตัวรุ่น 260 D อย่างเป็นทางการ โดยประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ด้วยเครื่องยนต์ 5 เพลาแถวเรียง ซึ่งทำให้เครื่องยนต์ลดการสั่นสะเทือนอย่างได้ผล ในระดับความเร็ว 3,200 รอบ/นาที ผู้เชี่ยวชาญต่างชื่นชมและยอมรับ โดยเฉพาะอัตราความเร็วของรถยนต์ ซึ่งรถแท๊กซี่ 6 ที่นั่ง มีความเร็วสูงสุด 97 กม./ชม. การสิ้นเปลื้องเชื้อเพลิงอยู่ระหว่าง 9 และ11 ลิตร/100 กม. เครื่องยนต์ตัวใหม่นี้ ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงประสิทธิภาพเป็นเยี่ยม
 
การเปลี่ยนแปลงนี้ เห็นได้ชัดเจนตามท้องถนนและทางหลวง คนขับเท็กซี่ให้การยอมรับและชื่นชม ด้วยขณะที่น้ำมันเต็มถังเขาสามารถวิ่งระยะทางได้ถึง 450-500 กม. ถือเป็นการค้นพบที่สำคัญ เพราะเครือข่ายสถานีเติมน้ำมันในเยอรมนีในขณะนั้นมีน้อยมาก โดยราคาจำหน่ายน้ำมันดีเซล 0.24 มาร์ค/ลิตร ขณะที่เบนซิน 0.39 มาร์ค/ลิตร ส่วนคนขับรถเท็กซี่ จะได้รับส่วนลดเป็น 0.19 มาร์ค/ลิตร ในไม่ช้า รถรุ่น 260 D ได้ถูกนำมาใช้เป็นรถส่วนตัวมากขึ้น และในเดือนกันยายน ปี1936 เครื่องยนต์ดีเซลที่ได้รับการเปลี่ยนปรับปรุงก็ปรากฏตัวเป็นครั้งแรก
 
ในปี 1940 มีการผลิตรุ่น 260 D จำนวน 1,967 คัน หลายคันในจำนวนนั้นมีอายุการใช้งานยืนยาวมากสามารถวิ่งได้มากกว่า 1 ล้านกิโลเมตร อย่างไรก็ตาม แม้จะใช้งานได้ดีแต่รถเครื่องยนต์ดีเซลแบบนั่งส่วนบุคคลยังคงไม่เป็นที่แพร่หลายดีนักในสมัยนั้น
 
 
ความสำเร็จของเมอร์เซเดส-เบนซ์ รุ่น 170 D
เป็นระยะเวลานาน ที่ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง ยังคงใช้รุ่นและรูปแบบเดิม แต่หลังจากปี 1945 เดมเลอร์- เบนซ์ ได้ประกอบรุ่น 170 เครื่องยนต์เบนซิน แต่ในปี 1949 เป็นที่เตรียมพร้อมที่ได้รับความสำเร็จอีกครั้งในรุ่น 170 D เครื่องยนต์ดีเซลต่อไปด้วยสมรรถนะ 1.7 ลิตร เครื่อง 4 สูบ 28 กิโลวัตต์/38 แรงม้า ที่ 3200 รอบต่อนาที การออกแบบครั้งใหม่นี้เป็นเทคโนโลยีที่เหนือกว่าเครื่องเบนซินของรุ่นเดียวกัน โดยใช้วาว์ลติดตั้งในฝาสูบเพื่อควบคุมการไหลเข้าของอากาศ ในขณะที่เครื่องเบนซินยังคงทำงานด้วยวาว์ลแนวตั้ง นอกจากนั้น ลูกกลิ้งของลูกปั๊มในเครื่องดีเซล ซึ่งค้นพบในปี 1951 ยังเป็นตัวช่วยลดเสียงของเครื่องยนต์ด้วย
 
การพัฒนาต่อมาของรุ่น 170 D ได้ปรับเปลี่ยนกำลังเป็น 32 กิโลวัตต์/43 แรงม้า ซึ่งความโดดเด่นในรุ่นนี้คือ การประหยัดเชื้อเพลิง ในปี 1952 เดมเลอร์-เบนซ์ได้ประสบความสำเร็จในการติดตั้งเครื่องยนต์ใน S-Class ลูกค้าผู้ใช้รถเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพของเครื่องดีเซล และด้วย ค่าบำรุงรักษาต่ำ รถจำนวน 2,500 คัน ในรุ่น 170 D และ 170 DS จึงจำหน่ายอยู่ในตลาด ซึ่งจำนวนของยอดขายนี้ พิสูจน์ให้เห็นว่า ลูกค้าเริ่มยอมรับโดยไม่มีข้อโต้แย้ง ในการติดตั้งเครื่องยนต์ดีเซลในรถซีดาน
 
รถเมอร์เซเดส Ponton เป็นหนึ่งในทางเลือกของรถแท็กซี่ในเยอรมนี
ความนิยมอย่างสูงสุดของพละกำลังเครื่องดีเซล ในรุ่นแรกๆ ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ จนถึงรุ่นที่สมบูรณ์ ที่สุดนั้น รุ่นที่เปิดตัวในปี 1954 ยังคงเป็นที่ชื่นชอบอยู่ในความทรงจำคือ รุ่น Ponton 180 D ซึ่งพัฒนามาจากรุ่น 170 D โดยออกจากสายการผลิตในเดือนตุลาคม 1962 โดยมีความจุกระบอกสูบ 1,988 ซีซี 35 กิโลวัตต์ 48 แรงม้า ซึ่งกลายมาเป็นรถแท็กซี่ของเยอรมันในช่วงปี 1950 รถเมอร์เซเดส-เบนซ์ดีเซล ได้นำไปใช้เป็นรถแข่งและได้รับตำแหน่งชนะเลิศในการแข่งขัน Mille Miglia ที่อิตาลีในปี 1955 นอกจากนี้รถ 180D ยังครองตำแหน่งขายดีที่สุดด้วยจำนวนถึง 153,283 คัน ด้วยสมรรถนะที่สามารถพิชิตเครื่องยนต์เบนซินได้ (118,234 คัน)
 
ปี 1958 เดมเลอร์-เบนซ์ได้เปิดตัว 190 D ซึ่งเป็นรถเครื่องยนต์ดีเซลแบบ overhead camshaft เป็นครั้งแรก ซึ่งมีคุณสมบัติเด่นขึ้นคือเรื่องความเร็ว ศักยภาพของรุ่น 190 D เป็นเครื่องขนาดย่อมด้วยพละกำลัง 37 กิโลวัตต์/50 แรงม้า ความจุ 1.9 ลิตร ความเร็วสูงสุด 126 km/h ซึ่งก็เพียงพอสำหรับเครื่องดีเซลที่จะสร้างชื่อเสียงในการแข่งขันขี้นมาได้
 
ปี 1959 Mr. Karl Kling ขับรถ 190 D ชนะในรายการ The Algiers-Cape Town Rally ด้วยระยะทางที่วิ่งถึง 14,045 กม.ผ่านพื้นที่ และภูมิประเทศอันหฤโหด จากเหนือสุดถึงใต้สุดของทวีปอัฟริกา ทั้งทราย ฝุ่น ของทะเลทรายและทุ่งหญ้าสะวัณณา ด้วยความเร็วเฉลี่ย 80.6 กม/ชม ซึ่งเป็นที่น่าพอใจมาก
รถรุ่น 180 D และ 190 D ได้ผลิตรวมกันทั้งสิ้นเป็นจำนวน 235,000 คัน
 
เปิดตัวของเมอร์เซเดส เบนซ์หางปลา ผู้นำแห่งความสะดวกสบายของรถดีเซล
เดมเลอร์-เบนซ์ได้เปิดตัว เมอร์เซเดส-เบนซ์หางปลา 200 D ที่ Frankfurt Motor Show ในเดือนกันยายน 1961โดยรุ่นนี้มีศักยภาพเหนือกว่ารุ่น Ponton ด้วยเครื่องยนต์ที่ใหญ่ขี้น เป็นเครื่องขนาดความจุ 2 ลิตร กำลังสูงสุด 44 กิโลวัตต์/55 แรงม้า ที่ 4200 รอบต่อนาที แต่ก็ยังคงความประหยัด การบำรุงรักษาต่ำ และอายุการใช้งานที่มากกว่า 400,000 กม. เพื่อความมั่นใจในการทานทานแข็งแกร่ง จึงได้ทดสอบรถยนต์อย่างจริงจัง โดยการทดสอบขณะเครื่องมีกำลังสูงสุด ขณะที่หยุดเครื่องยนต์ และขณะที่ปล่อยให้เครื่องเย็นลง รวมถึงขณะเหยียบคันเร่งสุด ซึ่งทั้งหมดก็คือรายการทดสอบหนัก สำหรับเครื่องยนต์ใหม่ เรียกว่า hot-cold test ซึ่งจะต้องมีการทดสอบถึง 800 ครั้ง และ ยังมีการทดสอบในห้องแล็ป ด้วย (crack test)
 
นอกจากความพยายามในการเพิ่มประสิทธิภาพด้านกำลังแล้ว ในปี 1963 บริษัทฯ ยังได้เปิดตัวเครื่องยนต์ดีเซลด้วยระบบขับเคลื่อนอัติโนมัติและพวงมาลัยเพาเวอร์ เพื่อการขับขี่ที่สะดวกสบายขึ้น ในปี 1965 ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของเครื่องดีเซล ด้วยยอดผลิตถึง 500,000 คัน กระทั่งถึงปี 1968 เมอร์เซเดส เบนซ์หางปลา มียอดจำหน่ายถึง 367,263 คัน
 
 
เมอร์เซเดส /8 เครื่องยนต์ดีเซลที่ทรงพลังที่สุดของโลก
ในปี 1968 เปิดตัวรถเมอร์เซเดส-เบนซ์ Dash Eight หรือที่ใช้อักษรย่อรุ่นนี้ว่า “/8” โดยนำเสนอรุ่น 200 D/8 ถึง 250/B ซึ่งถือว่าเป็นรถ “ยุคใหม่” ที่มีความโดดเด่นจากรุ่นเดิม
 
เมอร์เซเดส เบนซ์ /8 รุ่นที่ได้รับความนิยมมากคือ 200 D และ 220 D มีกำลังสูง 40 กิโลวัตต์/55 แรงม้า และ 44 กิโลวัตต์/60 แรงม้า ในปี 1973 ได้เปิดตัวรุ่น 240 D กำลังแรง 48 กิโลวัตต์/65 แรงม้า แรงบิด 140 นิวตัน-เมตร โดยเฉพาะความจุ 2000 ซีซี จะทำให้อัตราเร่งเพิ่มขึ้น ต่อมาในปี 1974 ได้เปิดตัว 240 D 3.0 สิ่งที่โดดเด่นในรุ่นนี้คือ เป็นเครื่องยนต์ 5 สูบเครื่องแรก ด้วยขุมกำลังที่เพิ่มขึ้นและมากที่สุดของรถดีเซลในขณะนั้น ด้วยความจุ 3.0 ลิตร กำลังแรงที่ 59 กิโลวัตต์/80 แรงม้า แรงบิดที่ 175 นิวตัน-เมตรมีอัตราเร่งจาก 0 ถึง 100 km ใน 19.9 วินาที และความเร็วสูงสุด 148 กม/ชม.
 
ภายในระยะเวลา 8 ปี รถยนต์ดีเซลสามารถทำยอดขายได้ถึง 945,206 คัน โดยจำนวน 51% ของยอดขายเป็นรถ /8 ในขณะเดียวกันยอดจำหน่ายของรถซีดานดีเซลมีสัดส่วนถึง 38%
 
W 123 รถซีดาน เครื่องยนต์เทอร์โบดีเซล รุ่นแรกที่ผลิตออกสู่ตลาด
W 123 เปิดตัวในปี 1976 โดยเริ่มแรกได้ติดตั้งเครื่องดีเซลธรรมดาในรุ่น /8 หลังจากนั้นตามมาด้วยรุ่น 240 D 3.0 และ 300 D.
 
ในขณะเดียวกัน วิศวกรที่โรงงาน Untertuerheim ได้คิคค้นพัฒนาเครื่องยนต์เทอร์โบดีเซล เป็นครั้งแรก โดยได้ทำงานร่วมกันกับผู้ชำนาญด้านเครื่องเทอร์โบจากบริษัทอเมริกันชื่อ Garret ซึ่งต่อมาเครื่องยนต์ต้นแบบก็ออกสู่สายตา โดยย้ายเครื่องยนต์ใหม่นี้ไปติดตั้งในรุ่น 280 E ที่มีกำลังแรง 132 กิโลวัตต์/180 แรงม้า 5 สูบ โดยบริษัทฯ ได้ทำการทดสอบประสิทธิภาพที่เด่นทางด้านความเร็ว ผลจากการทดสอบทำให้เป็นรากฐานการพัฒนาจนนำไปสู่ การทำลายสถิติ ในเวลาต่อมา
 
ในปี 1975 Mr. Fritz B. Busch นักหนังสือพิมพ์ที่มีชื่อเสียง และยังเป็นเจ้าของพิพิธภัณท์รถยนต์ เป็นคนแรกที่ประลองความเร็วด้วยรถที่เขาออกแบบเอง ซึ่งติดตั้งเครื่องยนต์ turbodiesel 5 สูบ จาก เดมเลอร์-เบนซ์ ที่ให้สมรรถนะและพละกำลังที่ 138 กิโลวัตต์/187 แรงม้า แรงบิด 360 นิวตัน-เมตร Busch ได้พิชิตสถิติโลกสำเร็จ ด้วยความเร็วสูงสุด 253.705 กม/ชม.
 
ในปี 1976 เดมเลอร์-เบนซ์ ได้เริ่มเข้าร่วมการทำสถิติความเร็ว ด้วยการติดตั้งเครื่องเทอร์โบ 5 สูบ ที่ให้กำลังแรงถึง 140 กิโลวัตต์/190 แรงม้า โดยใช้รถแข่ง C 111-IID ซึ่งสามารถทำสถิติใหม่ของโลกของรถดีเซลที่เมือง Nardo, Italy ดังต่อไปนี้
 
• 5,000 ไมล์ ที่ 252.540 กม./ชม.
• 10,000 กม. ที่ 252.249 กม./ชม.
• 10,000 ไมล์ ที่ 251.798 กม./ชม.
 
ภายในระยะเวลาแค่ 2 ปี เดมเลอร์-เบนซ์ ได้สร้างสถิติเพิ่มขี้นจากเครื่องดีเซล โดยใช้หลักอากาศพลศาตร์ในรถรุ่น C111-III ให้มีประสิทธิภาพสมบูรณ์สูงสุด โดยใช้ เครื่องยนต์ 5 สูบ 169 กิโลวัตต์/230 แรงม้า ความเร็วสูงสุดมากกว่า 325 กม./ชม. ดังสถิติต่อไปนี้
 
• 100 กม. ที่ 316.484 กม/ชม
• 100 ไมล์ ที่ 319.835 กม/ชม
• 500 กม. ที่ 321.869 กม/ชม
• 500 ไมล์ ที่ 320.788 กม/ชม
• 1,000 กม. ที่ 318.308 กม/ชม
• 1,000 ไมล์ ที่ 319.091 กม/ชม
• 1 ชม. ที่ 321.843 กม/ชม
• 6 ชม. ที่ 317.796 กม/ชม
• 12 ชม. ที่ 314,463 กม/ชม
 
ในขณะที่โลกแห่งการประลองความเร็วยังคงดำเนินต่อไปนั้น เดมเลอร์-เบนซ์ ยังพยายามอย่างต่อเนื่อง ในการพัฒนาเครื่องยนต์เทอร์โบดีเซลสำหรับรถตลาด จากความอุตสาหะนี้ ยังผลให้ประสบความสำเร็จในรุ่น 300 SD ซึ่งเป็นรถเทอร์โบดีเซลคันแรกของโลก จากรุ่น S Class รหัส W116 ได้ปรับเปลี่ยนรถเครื่องยนต์ดีเซลให้ รูปลักษณ์ดูหรูหราขึ้น ได้คุณภาพ และออกแบบเป็นพิเศษ สำหรับตลาดอเมริกาโดยปรับเปลี่ยน เครื่องยนต์ 5 สูบ ด้วย แรงม้าสูงสุด 114 กิโลวัตต์/155 แรงม้า ซึ่งได้รับความนิยมและการยอมรับเป็นอย่างดี ในขณะเดียวกัน เดมเลอร์-เบนซ์ ได้เปิดตัว 300CD รหัสตัวถัง 123 ในตลาดอเมริกาด้วย รวมทั้งรถยนต์คูเป้เครื่องยนต์ดีเซล ด้วยยอดขาย 7,500 คัน ในอเมริกาและแคนาดา ในช่วงระหว่างปี 1978 และ 1981
 
 
Baby Benz พร้อมด้วยเครื่องยนต์เดินเงียบ
ความนิยมอย่างสูงในเครื่องยนต์ดีเซล ยังคงดำเนินต่อไปในยุโรป หลังจากการผลิตเครื่องยนต์ดีเซลมาแล้ว 6 ปี เดมเลอร์-เบนซ์ ได้เปิดตัวรถคันที่ล้าน ด้วยรุ่นรหัสตัวถัง 123 ในเดือนเมษายน 1982 ซึ่งเครื่องดีเซลนี้ได้เตรียมที่จะติดตั้งใน “ Baby Benz ” ด้วย เป็นเครื่องยนต์น้ำหนักเบาและเดินเรียบ คือรุ่น 190 D ได้เปิดตัวในฤดูใบไม้ร่วงปี 1983 เป็น เครื่องยนต์ใหม่ขนาด 2 ลิตร 4 สูบ 53 กิโลวัตต์/72 แรงม้า ถือเป็นผู้นำ แห่งยุคใหม่ ของการประหยัดเป็นเลิศและเปี่ยมด้วยพลัง คุณลักษณะเด่นของนวัตกรรมนี้ ซึ่งสามารถลดเสียงของเครื่องยนต์ได้ถึง 50% ได้นำมาใช้ในการผลิตรถยนต์เป็นครั้งแรก
 
เครื่องยนต์ดีเซลนี้ ได้ถูกพัฒนาหลากหลายด้วยรุ่นต่างๆ เพิ่มขึ้น โดยจากการเปิดตัว ของเครื่อง 5 สูบ ใน 190 D 2.5 (66 กิโลวัตต์/90 แรงม้า) ในปี 1984 และรุ่น 190 D 2.5 เทอร์โบ (90 กิโลวัตต์/122 แรงม้า) ในปี 1986
 
เทอร์โบดีเซลรุ่นแรก ด้วยระดับไอเสียที่น้อยลง
ในปี 1980 เครื่องยนต์เทอร์โบดีเซลรุ่นแรก ได้เปิดตัว ประกาศศักยภาพ ด้วยรหัส 123 ของรถรุ่น 300 TD (TURBODIESEL) ซึ่งเป็นรถขนาดกลาง นอกจากนี้ได้ติดตั้งในรหัส 124 ซึ่งเป็นรุ่นต่อมาของ 190 ที่ติดตั้งเครื่องยนต์ที่ใหญ่ขึ้นด้วย เครื่องดีเซล6สูบ ไม่ว่าจะเป็นรุ่นดีเซลธรรมดา 80 กิโลวัตต์/109 แรงม้าหรือ ในรุ่น 300 D เทอร์โบดีเซลด้วยกำลังแรง 108 กิโลวัตต์/143 แรงม้า และ 267 นิวตัน-เมตร
 
ในปี 1989 บริษัทฯ ได้เปิดตัว เครื่องยนต์ดีเซลที่ไม่มีเทอร์โบ ต่อมาเป็นที่รู้จักในนาม “Diesel 89” โดยได้ติดตั้งระบบหัดฉีดซึ่งการทำงานสัมพันธ์อยู่กับระดับความกดอากาศ เพื่อให้การเผาไหม้ทำได้ดีขึ้น สมรรถนะสูงขึ้น และค่าไอเสียต่ำ โดยลดลงถึง 40% ซึ่งเครื่องยนต์ดีเซล ปัจจุบัน จะไม่มีควัน จึงผ่านกฎมาตรฐานที่เข้มงวดของอเมริกา
 
ปี 1991 เดมเลอร์- เบนซ์ ได้เปิดตัว ระบบหมุนเวียนอากาศเสีย และ เครื่องฟอกไอเสีย สำหรับรถซีดานดีเซลทั้งหมด ในปีเดียวกันนั้น S-Class ดีเซลคันแรกได้เปิดตัวในเยอรมนี รุ่น 300 SD เทอร์โบดีเซล, 110 กิโลวัตต์ /150 แรงม้า ความจุกระบอกสูบ 3.7 ลิตร อัตราสิ้นเปลืองน้ำมัน 9.7 ลิตร ต่อ 100 กิโลเมตร นับเป็นความสำเร็จในการ เริ่มต้นนำระบบนี้มาติดตั้งกับรถซีดานระดับหรู
 
และในปี 1993 เมอร์เซเดส-เบนซ์ได้กลายมาเป็นผู้ประกอบรถยนต์รายแรกของโลก ที่ได้นำเทคโนโลยี 4 สูบมาใช้ในเครื่องดีเซล ทำให้ การปรับเปลี่ยนหมุนเวียนก๊าชทำได้ดีขี้น และเป็นการยืนยันศักยภาพของเครื่องดีเซลได้เป็นอย่างดี
 
ในปี 1985 วิศวกรเมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้กำหนดมาตรฐาน กับเทคนิคเพื่อ ลดค่าไอเสียให้น้อยลง โดยเมอร์เซเดส-เบนซ์ เป็นผู้ผลิตรถยนต์รายแรกของโลก ที่กำหนดให้ติดตั้งระบบตัวกรองสภาพไอเสีย ให้บริสุทธิ์ขี้น ในรถยนต์ซีดานเครื่องดีเซล สำหรับรัฐแคลิฟอร์เนีย จากประสบการณ์ที่สะสมได้ประมวลพื้นฐานที่สำคัญ สำหรับการพัฒนานวัตกรรม เทคโนโลยีระบบกรองไอเสียซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ขาดไม่ได้ในยุคนี้ ในที่สุด ต้นปี 1990 เมอร์เซเดส เบนซ์ S 350 เทอร์โบดีเซล 100 กิโลวัตต์/136แรงม้า แรงบิดที่ 310 นิวตัน-เมตร ได้ติดตั้งระบบกรองไอเสีย เป็นครั้งแรก และนำเข้าจำหน่ายในตลาดอเมริกา
 
 
สู่จุดสูงสุดของเครื่องยนต์ดีเซล ในรุ่น E 300
ในที่สุด ในปี 1995 เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้ประสบความสำเร็จในศักยภาพของเครื่องดีเซลอย่างสูงสุด ของรุ่น new E-Class ด้วยเครื่องยนต์ 3 ลิตร 6 สูบ ระบบหัวฉีดควบคุมด้วยไฟฟ้า แรงสูงสุด 100 กิโลวัตต์/136 แรงม้า ที่ 5000 รอบต่อนาที ทำให้มีความเร็วสูงสุด ถึง 205 กม/ชม อัตราการเร่งอยู่ที่ 0 ถึง 100 กม/ชม ใน 12.9 วินาที ซึ่งรุกล้ำเหนือกว่าระดับมาตรฐานเครื่องยนต์ดีเซลจากที่ผ่านมา ด้วยเทคโนโลยี เครื่อง 4 วาล์ว และเพลาลูกเบี้ยวคู่บนฝาสูบ ทำให้เกิดประสิทธิภาพอย่างสมบูรณ์ยิ่ง ระบบกรองไอเสียให้บริสุทธิ์ และ เครื่องฟอกไอเสียแบบออกซิเดชั่น (ผลจากปฎิกิริยาการรวมตัวกันของออกซิเจน) ทำให้แน่ใจได้ว่า เครื่องยนต์นี้เป็นแบบอย่าง ที่สามารถทำให้สภาพไอเสีย สะอาดได้ทันที
เมอร์เซเดส-เบนซ์ E-Class ใหม่กับสัญลักษณ์ “ไฟกลมสี่ดวง” ที่ด้านหน้าซึ่งได้เปิดตัวในปี 1995 เป็นรุ่นแรกของ เครื่องยนต์ดีเซลไดเรค อินเจคชั่น ติดตัวเทอร์โบชาร์เจอร์ และระบบระบายความร้อนของอากาศที่อัดจาก turbocharger ออกไป ( charge-air cooling ) เครื่องยนต์ดีเซล 5 สูบนี้ ถือเป็นก้าวแรกของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ในการแนะนำ เครื่องยนต์ดีเซล ในรถซีดาน ให้กับลูกค้าผู้ซึ่งเลือกสรรความก้าวล้ำพร้อมด้วยความสะดวกสบายในเวลาต่อมา

เทคโนโลยี CDI ทำให้โลกของเครื่องยนต์ดีเซล เกิดการเปลี่ยนแปลง

ข้อมูลจาก www.mercedes-benz.co.th